Home » พลิกแฟ้ม008 ประวัติหาดใหญ่ ที่ตั้งของ “หาดใหญ่” ในอดีต

พลิกแฟ้ม008 ประวัติหาดใหญ่ ที่ตั้งของ “หาดใหญ่” ในอดีต

หนังสือพิมพ์ โฟกัส ปีที่ 1 ฉบับที่ 52 วันที่ 9 – 15 พฤศจิกายน 2541

สืบเนื่องมาแต่ข้อความในสงขลาโฟกัส ฉบับ 2-8 พฤศจิกายน 2541 หน้า 4 ที่ว่า คำพูด “ขุดบ้านพรุไม่พบเมืองเก่า” และข้อความในเรื่องนั้นระบุถึงการขุดค้น “ในเมือง” ที่บ้านพรุของสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ 10 จังหวัดสงขลา มีข้อความตอนหนึ่งว่า

“จึงสันนิษฐานในเบื้องต้นว่า บริเวณดังกล่าวไม่น่าจะเป็นที่ตั้งของเมืองเก่าที่มีประวัติยาวนานร้อยปีตามที่กลุ่มผู้สนใจ โดยเฉพาะชมรมรวบรวมเรื่องเมืองหาดใหญ่ได้ตั้งสมมติฐานกันเอาไว้ และเห็นว่า อาจเป็นเมืองที่เป็นต้นตำนานของหาดใหญ่ แต่มีความ เป็นไปได้ที่จะเป็นที่ตั้งค่ายพักแรมชั่วคราวสมัยโบราณ”

จึงเป็นหน้าที่ของผู้เขียนโดยตรงในฐานะสมาชิกชมรมฯคนหนึ่ง ต้องขอชี้แจงว่า ข้อเขียนดังกล่าวที่กล่าวถึงความเข้าใจของชมรมฯต่อเมืองโบราณนั้นไม่ค่อยตรงนัก
ผู้เขียนศึกษาคำว่า “หาดใหญ่” มานานก่อนที่จะเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกชมรมฯ และคำว่า “หาดใหญ่” นี้มีมานานมากเท่าที่พบในเอกสารที่อยู่อย่างจำกัดของผู้เขียนเองพบว่า มีค่าว่าหาดใหญ่ ไม่ต่ำกว่า 160 ปีขึ้นไป (แต่จะนานกว่านี้อีกกี่ร้อยปียังค้นไม่พบ) เป็นการกล่าวถึงหาดใหญ่ใน บันทึกการรบระหว่างความช่วยเหลือจากกรุงเทพฯกับเมืองไทรบุรีที่เป็นกบฏในสมัยรัชกาลที่ 3 ปี พ.ศ.2381

การกล่าวถึง
หาดใหญ่ครั้งนั้นแสดงว่า หาดใหญ่ต้องมีอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว ไมใช่ตั้งขึ้นในปี พ.ศ.นั้นแน่นอน

หลักฐานจากจดหมาย “หลวงอุดมสมบัติ” ถึง “พระยาศรีพิพัฒน์(ทัด)” ฉบับที่ 1 กล่าวถึงหาดใหญ่ 3 ครั้งใช้คำว่า หาดใหญ่เฉยๆ ไม่บอกฐานะว่าเป็นเมือง เป็นอำเภอ หรือตำบล

ครั้งที่ 1 ที่กล่าวถึงมีความว่า “พระยาไทร (ท่านที่ถูกกบฎ)ให้คนมาจัดซื้อข้าวที่สงขลาได้ 20 เกวียน ไปจ่ายให้กองทัพ 1,194 คน ที่หาดใหญ่…”

ครั้งที่ 2 (ในจดหมายฉบับเดียวกัน แต่บอกเวลาห่างจากครั้งแรกประมาณ 2 เดือน ) ว่า “…พระยาสงขลา(เถี้ยนเส้ง เป็นเจ้าเมืองคนที่4) กับนายทัพนายกองยกออกไปพร้อมกัน ณ ที่หาดใหญ่…” และอีก 14 วันต่อมา พระยาสงขลาก็จัดให้พระยาสาย (สายบุรี)พระยายะหริ่ง ยกออกไปตีกบฎที่สะเดา(แต่แตกพ่ายกลับมา)

ครั้งที่ 3 อีกประมาณ 10 วันต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ทรงทราบเรื่องการศึกพ่ายแพ้ ทรงโทมนัส ตรัสบ่นว่า “..ความ ก็รู้อยู่ด้วยกันแล้วยังให้มันหลอกลวงทำได้ กองทัพสงขลายกไปอยู่ที่หาดใหญ่ จะคัดจัดแจงเอาพวกสงขลาอุดหนุนติดตามกันออกไปก็ไม่มี..”

หลักฐานอีกฉบับหนึ่งคือ พงศาวดารเมืองสงขลา เรียบเรียงโดยพระยาวิเชียรคืรี(ชม) สมัยที่ยังเป็น “พระยาสุนทรานุรักษ์” กล่าวถึงเหตุการณ์เดียวกันนั้นว่า “ในศักราชปี 1200 (ตรงกับปี พ.ศ.2381) “ตนกูหมัดสะวะ” หลานเจ้าพระยาไทรบุรี (คนก่อนหน้าพระยาไทรบุรีที่ถูกกบถหนีไป) ช่องสุมสมัครพรรคพวกได้แล้วยกเข้ามาตีชิงเอาเมืองไทรบุรีได้อีก พระอภัยธิเบศร์ พระยาไทรบุรีบุตรเจ้าพระยานคร ทานกำลังตนอูหมัดสะวะไม่ได้ ก็ยกครอบครัวล่าถอยมาตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าหาดใหญ่แขวงเมืองสงขลา พระยาสุนทรานุรักษ์ (บุญสังข์) ช่วยราชการเมืองสงขลา แต่งให้ขุนต่างตากุมไพร่ 500 คน ไปตั้งค่าย มั่นรักษาอยู่ที่พะตง ที่การำริมเขตแดนเมืองไทรบุรี…”

“…พระยาสงขลาเกณฑ์ไพร่ได้เสร็จแล้วรีบยกขึ้นไปตั้งที่ท่าหาดใหญ่…“

“..แล้วให้หลวงบริรักษ์ภูเบศร์ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา เป็นกองส่งเสบียงอาหารอยู่ที่ตำบลท่าหางใหญ่…”

บันทึกพงศาวดารฉบับนี้ เรียบเรียงโดยคนสงขลา ใช้คำว่า “ตำบลท่าหาดใหญ่” น่าจะเป็นการบอกฐานะ หาดใหญ่ชัดเจนกว่าหาดใหญ่ เฉยๆ

ในจดหมายหลวงอุดมสมบัติ ที่รับรายงาน และเขียนรายงานอยู่ที่กรุงเทพฯ (ตำบล ในสมัยก่อนปฏิรูปการปกครองหัวเมืองสมัย
รัชกาลที่ 5 มีฐาน:เท่ากับอำเภอหลังปฏิรูปการปกครอง)

จากเอกสารทั้ง 2 ฉบับ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของตำบลท่าหาดใหญ่ ในอดีตร้อยกว่าปี ว่า น่าจะเป็นชุมทางที่ติดต่อระหว่างชายแดน กับสงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช ฯลฯ ได้สะดวกกว่าเมืองอื่น เพราะมีเส้นทางคมนาคมที่สะดวก คือทาง คลองอู่ตะเภา ที่เรือขนาดใหญ่สามารถเข้าถึงได้ จัดหาเสบียงอาหารได้ง่าย และน่าจะมีความสำคัญในลักษณะนี้มานานกว่านั้น

คิดจากเหตุผลของการมี “อู่ตะเภา” หรืออู่เรือสำเภา มาแต่โบราณ (มีหลักฐานที่ตำบลคูเต่า ใกล้วัดอู่ตะเภา) อันเป็นที่มาของชื่อแม่น้ำสำคัญสายนี้ ของเมืองสงขลา-หาดใหญ่ และความเป็นชุมทางของหาดใหญ่ ยังคงเป็นมาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน

จากการอ่านเอกสารก่อนหน้านั้น ผู้เขียนคิดว่าหาดใหญ่ ที่เอ่ยถึงในเอกสารก็คงจะอยู่ใน “หาดใหญ่ใน” ริมคลองอู่ตะเภา บริเวณที่ว่าการอำเภอปัจจุบัน

แต่เมื่อคณะฯ ไปพบ “ในเมือง” ที่บ้านพรุ เมื่อต้นเดือนสิงหาคมปีนี้ ก็เกิดคำถามขึ้นว่า นี่หรือเปล่า ที่เป็น “หาดใหญ่” ที่ท่านกล่าวถึงกันในเอกสารสมัยรัชกาลที่ 3 ยิ่งชาวบ้านแถวนั้นยืนยันว่า ปู่ย่าตายายบอกว่า เป็นที่พักช้างหรือเพนียดคล้องช้าง ก็ยิ่งน่าสอดคล้องกับการสงคราม รวมถึงความกว้างใหญ่ของ “ในเมือง” ก็น่าจะจุกำลังพ 1,194 คน ตามเอกสารที่ระบุได้ไม่ยาก “คุณธราพงศ์ ศรีสุชาติ” ผู้อำนวยการสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ 10 จังหวัดสงขลา ก็ยังบอกว่า กว้างพอจุคนทั้งกองทัพ

ประกอบกับ ละแวกรอบ ๆ ไม่พบกำแพงเมืองที่มีคูน้ำล้อมรอบนอกจากที่แห่งนี้โดยเฉพาะที่หาดใหญ่ ปัจจุบันก็ไม่มี

ที่สำคัญในเอกสารสมัยรัชกาลที่ 3 ไม่มีคำว่า บ้านพรุ มีแต่ หาดใหญ่ แล้วเลยไป พะตง การำ พังลา ออกไปปริก สะเดา คำว่า “บ้านพรุ” ปรากฎในเอกสารสมัยรัชกาลที่ 5 ราวปี พ.ศ.2436 คือเมื่อ 105 ปีมาแล้ว ระบุว่า “…บ้านพรุ มี 75 เรือน” ขณะที่บ้านหาดใหญ่มีเพียง 4 เรือน แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่า บ้านพรู เพิ่งมามีในสมัยรัชกาลที่ 5 เพียงแต่ไม่มีคนกล่าวถึงในการสงครามสมัยรัชกาลที่ 3 อาจอยู่นอกเส้นทางหรืออะไรก็ตามที่

และเป็นไปได้หรือไม่ว่า อาณาบริเวณของหาดใหญ่ สมัยรัชกาลที่ 3 อาจยาวไปตามลำคลองอู่ตะเภาจนถึงบริเวณ”ในเมือง” ที่บ้านพรุปัจจุบัน และหาดใหญ่ อาจมีการหดตัว หรือขยายตัวตามสถานการณ์

การสันนิษฐานนี้สันนิษฐานเองจากคนที่ไม่ใช่นักโบราณคดีอะไรเลย สันนิษฐานเอาจากเหตุผลในการตั้งถิ่นฐานของผู้คนตามความสำคัญทางภูมิศาสตร์ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจและสังคมโบราณ และที่สำคัญก็ไม่ได้หมายความ ว่าคนหาดใหญ่สมัยนั้นจะต้องเข้าไปอยู่ในเมืองในกำแพงเมืองนั้นอาจอยู่ตรงไหนก็ได้รอบๆ นั้น

   "ในเมือง"ต้องเป็นที่ตั้งค่ายตามที่กล่าวไว้ในเอกสาร 2 ฉบับนั้น ถ้าหากว่าการขุดค้นไม่พบถ้วยโถโอชามที่เป็นเครื่องบ่งบอกถึงการมีคนอยู่ติดต่อกันมากกว่า 50 ปี ตามที่ “คุณธราพงศ์ฯ” กล่าวไว้ แต่คุณธราพงศ์ก็ได้กล่าวข้อความที่สำคัญอันหนึ่งว่า การไม่พบอะไร ในการขุดค้น(นอกจากก้นชามกระเบื้อง สมัยราชวงศ์ชิง 1 ชิ้น บนผิวดิน) ก็เท่ากับว่า "พบ" คือพบว่า"ในเมือง" ไม่น่าจะอยู่ในยุคเดียวกัน “ใน

เมือง” ที่สทิงพระ ที่มีอายุเท่ากันพุทธศตวรรษที่ 15 “ในเมือง ” ที่บ้านพรูนี้ น่าจะสอดคล้องกันกับการตั้งค่ายในการรบระหว่างสงขลา-ไทรบุรี เมื่อ 160 ปี ก่อน ซึ่งสอดคล้องกับความคิดของผู้เขียนเมื่อมาเห็น “ในเมือง” และเสนอออกไปทางข้อเขียนใน “โฟกัส” คราวก่อน

ผู้เขียนยังตกใจ เมื่อ “คุณธราพงศ์ฯ” บอกว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุปเพราะยังไม่ได้ขุดค้น(พูดเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา) และสำนึกได้ว่า เราสรุปไปได้อย่างไร ดีไม่ดีอาจเก่าถึงพุทธศตวรรษที่ 15 ก็หน้าแตก แต่ด้วยความตื่นเต้นเพราะใครก็ว่าหาดใหญ่เป็นเมืองใหม่ ไม่มีประวัติศาสตร์ยาวนานอะไรไปกว่า 70-80 ปีทั้งๆ ที่เอกสารก็ระบุว่ามีคำ “หาดใหญ่” เมื่อ 160 ปีมาแล้ว(หรือนานกว่านั้น) แล้วยังมาพบค่ายคูประตูหอรบ สอดคล้องกับเอกสารสมัยนั้น

นี่ถ้าหากขุดเจออะไรต่อมิอะไรเป็นหลักฐานไปถึงพุทธศตวรรษที่ 15 ร่วมกับสมัยกับสทิงพระ หาดใหญ่ได้ดังไปกว่าเป็นแหล่งขายสินค้าเถื่อน และหญิงงามเมืองไม่รู้กี่เท่า

เอาเข้าจริงเพียงแค่ต้นรัตนโกสินทร์ ก็น่าดีใจแล้วต้นรัตนโกสินทร์เป็นอย่างน้อยยังไม่เป็นเมืองเก่าอีกหรือไม่ว่าจะที่ “ในเมือง” หรือคำว่า “หาดใหญ่”

และที่สำคัญหลังจากสงครามนั้นแล้ว ไม่สงครามอะไรอีก “ในเมือง” จึงใหม่กว่า 160 ปีไม่ได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *