Home » บิ๊กโจ๊ก“ทำความจริงปรากฎ”ปกป้องศักดิ์ศรียุติธรรมไทย

บิ๊กโจ๊ก“ทำความจริงปรากฎ”ปกป้องศักดิ์ศรียุติธรรมไทย

การเดินทางไปประเทศเยอรมัน เมื่อ 24 มกราคมที่ผ่านมาของ “บิ๊กโจ๊ก“ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์และปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก มีภารกิจสำคัญคือ คลี่คลายความจริงให้ปรากฎเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีกระบวนการยุติธรรมไทย

แม้ภารกิจนี้ อาจถูกมองเป็นเพียงงานส่วนเสี้ยวเล็กน้อย และไม่จำเป็นต้องบินลัดฟ้าไปค้นหาความจริงถึงเยอรมันด้วยตัวเองก็ตาม แต่กรณีนายเจน คริช ชาวเยอรมัน ผู้ต้องหาหลบหนีคดี ถูกกล่าวอ้างว่าได้จ่ายสินบน 1 ล้านบาทให้ตำรวจและศาลเพื่อแลกกับการปล่อยตัว แล้วหนีคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปีในไทย ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อภาพลักษณ์ของกระบวนการยุติธรรมไทย

ดังนั้น ต้นเรื่องจากเงินจำนวน 1 ล้านบาทที่นายเจน คริช จ่ายไปนั้น จะเป็นเงินส่วยหรือเงินอะไรกันแน่ สิ่งนี้คือ ความจริงต้องถูกคลี่คลายให้กระจ่างชัด และเป็นที่ยุติโดยพลัน

“ถ้าผู้ต้องหา (นายเจน คริช) ยืนยันว่าจ่ายเงินให้ตำรวจ ผมจะกลับไปดำเนินคดีอาญากับตำรวจ พร้อมไล่ออกจากราชการ เพื่อสถานะประเทศไทยจะได้โปร่งใส” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวถึงความจำเป็นต้องไปค้นหาความจริงถึงเยอรมัน

นัยยะความโปร่งใสของประเทศ ส่วนหนึ่งพันผูกอยู่กับการจัดอันดับเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ หรือ เทีย (Tier) ซึ่งประเทศทั่วโลกยึดถือเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามขบวนการทำให้มนุษย์กลายเป็น “ทาสยุคใหม่” ที่ตกเป็นเหยื่อของคนที่เห็นมนุษย์เป็นสินค้าซื้อขายมาบำเรอกาม

การจัดอันดับเทียมีอยู่ 3 อันดับ โดยแต่ละอันดับนั้น ทุกประเทศไม่ได้แข่งขันให้เหนือกว่ากัน แต่ประเทศต่างๆ ต้องแข่งขันกับตัวเอง เพื่อแสดงถึงความโปร่งใส จริงจังกับการปราบปรามการค้ามนุษย์

ซึ่งการค้ามนุษย์และการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก เป็นงานภายใต้การกำกับของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงต้องถูกขจัดในขั้นเด็ดขาดตามกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส สิ่งนี้คือ ความจริงที่ต้องไปค้นหาถึงประเทศเยอรมัน

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า สถานการณ์ค้ามนุษย์ของไทยได้เลื่อนอันดับจากเทีย 3 (Tier 3) เป็นเทีย 2 และคาดว่าปี 2567 จะมีได้รับการจัดอันดับเป็นเทีย 1 ซึ่งเป็นอันดับสูงสุด แสดงว่า มีความโปร่งใสน่าเชื่อถือกับประเทศที่สนับสนุน ปฎิบัติ ดำเนินการสอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์

ด้วยเหตุนี้ เทีย 1 จึงเป็นเป้าหมายที่ไทยจะไปให้ถึง และเมื่อมีโอกาสเป็นไปได้ภายในปี 2567 ย่อมเป็นสิ่งดีของไทย ดังนั้น การคลี่คลายเงินจำนวน 1 ล้านบาทให้ปรากฎความจริง จนเป็นที่ยุติชัดเจน จึงเป็นสิ่งพึงกระทำ

เพราะความจริงในกรณีนายเจน คริช จึงมีเนื้อใน 2 ด้านคือ จ่ายเป็นเงินสินบน และไม่ได้จ่ายส่วย หากเป็นกรณีหลัง ไทยยิ่งมีความน่าเชื่อถือกับนักท่องเที่ยวเพื่อเดินทางมาใช้จ่ายเงินเพื่อเศรษฐกิจปากท้องแล้วการค้าขายสินค้าและบริการจะสะพัด สามารถพลิกฟื้นหลุดพ้นวิกฤติย่อมตามมา

ด้วยเหตุนี้ ความจริงของเงิน 1 ล้านบาทที่ถูกสำนักข่าวด็อยท์เชอเว็ลเลอ หรือ DW นำเสนอกล่าวอ้างเมื่อ 3 ธันวาคม 2566 ว่า เป็นเงินค่าสินบนนั้น เป็นจริงหรือไม่ สิ่งนี้จึงต้องค้นหาจากปากของนายเจน คริช ให้เกิดความกระจ่างชัด

”พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงต้องไปหาความจริงถึงเยอรมัน“

เบื้องต้น เงิน 1 ล้านบาทที่นายเจน คริช จ่ายไปนั้น จากการตรวจสอบของตำรวจและศาลพบว่า มีอยู่จริง ซึ่งไม่ใช่เงินจ่ายเพื่อเป็นสินบนแลกให้หลบหนีคดี แต่เป็นเงิน “ค่าใช้จ่าย” ในการต่อสู้ในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี

โดยความมีอยู่จริงแล้ว เงิน 1 ล้านบาทถูกจ่ายเป็นค่าประกันตัวในชั้นศาลจำนวน 200,000 บาท อีก 500,000 บาทเป็นหลักทรัพย์วางต่อศาลเพื่อขอเดินทางออกนอกประเทศ ส่วนที่เหลือ 300,000 บาท เป็นค่าจ้างทนายไทยต่อสู้คดีตั้งแต่ถูกจับเมื่อ 10 กันยายน 2565 กระทั่ง 7 พฤศจิกายน 2565 ได้หลบหนีไปเยอรมัน

หลังการประชุมร่วมที่เยอรมัน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เผยว่า สำนักงานตำรวจและอัยการ นครแฟรงค์เฟิร์ต เยอรมัน ได้สอบปากคำผู้ต้องหา พร้อมมอบเอกสารคำให้การของนายเจน คริช ทั้งภาษาเยอรมันและไทย เพื่อการคลี่คลายข้อกังวลจะปรากฎความจริงอันโปร่งใส

“ข้อสรุปชัดเจน (จากปากคำของนายเจน คริช) ยืนยันว่า สำนักข่าว DW เสนอข่าวบิดเบื่อน เพราะ (ผู้ต้องหาหลบหนีคดี) ไม่เคยจ่ายเงินให้ตำรวจหรือศาลแม้แต่ท่านใดท่านหนึ่งเลย” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ระบุถึงความจริง ซึ่งเป็นข่าวดีของไทย และโอกาสจะได้ขยับจากเทีย 2 ไปสู่เทีย 1 ย่อมเปิดโล่งขึ้นอย่างมาก

นั่นยื่งทำให้เห็นว่า การเดินทางไปค้นหาความจริงถึงเยอรมันของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงเท่ากับได้ทำความจริงให้ปรากฎตามภารกิจที่ต้องคลี่คลาย และยังมีนัยยะตามหน้าที่ได้ซ่อนบทบาทการปกป้องกระบวนการยุติธรรมไทยไม่ให้มั่วหมองเป็นสำคัญ

แม้งานนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่ได้นำตัวนายเจน คริช มาดำเนินในไทย เพราะติดเงื่อนไขระบบกฎหมายเยอรมัน ซึ่งเน้นความมีสิทธิเสรีภาพของคนในสังกัด จึงต้องถูกลงโทษตามความผิดในเยอรมัน

แต่การได้เอกสารสอบปากคำนายเจน คริช ที่ลงลายมือชื่อยืนยันความโปร่งใสของตำรวจและศาลไทยไม่ได้เรียกสินบนเพื่อให้หลบหนีคดี ตามถูกกล่าวจึงไม่เป็นความจริงนั้น จึงเป็นความจริงส่วนหนึ่งเพื่อสร้างโอกาสให้ไทยมีลุ้นขยับอันดับความโปร่งใสต่อประเด็นค้ามนุษย์ไปสู่เทีย 1 ยังเปิดโล่งอยู่

“(นายเจน คริช) ยืนยันคำให้การว่า สภ.เมืองพัทยา อัยการพัทยา ศาลพัทยา ไม่ได้รับสินบน เพื่อให้การหลบหนีเดินทางกลับประเทศเยอรมันแต่อย่างใด” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

นั่นจึงชัดเจนว่า ปากคำให้การของนายเจน คริช ทีีระบุว่า สำนักข่าว DW รายงานไม่เป็นความจริง และไม่ได้พูดไปตามการนำเสนอของ DW

สิ่งนี้เป็นความจริงที่ปรากฎขึ้นจากปากคำของนายเจน คริช ซึ่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หรือ “โจ๊กหวานเจี๊ยบ” ของวงการตำรวจไทย เดินทางไปค้นหาถึงเยอรมัน ย่อมยุติข่าวอื้อฉาวที่สำนักข่าว DW สร้างขึ้นได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดยิ่ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *