Home » ข่าว » “ผมเด็ก ม.อ.”นพ.ประพนธ์ โชติกมาศหมอจิตอาสา-นักกิจกรรมสังคม

“ผมเด็ก ม.อ.”นพ.ประพนธ์ โชติกมาศหมอจิตอาสา-นักกิจกรรมสังคม

คอลัมน์ PSU Alumni Talk โดยสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ฉบับนี้ เรามาคุยกับ “หมอพนธ์” นพ.ประพนธ์ โชติกมาศ “คุณหมอนักกิจกรรม” ศิษย์เก่าดีเด่น จากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.)

“หมอพนธ์” เกิดและเติบโตที่จังหวัดตรัง เรียนมัธยมที่โรงเรียนวิเชียรมาตุ แล้วสอบเอ็นตรงติดคณะแพทย์ศาสตร์ ม.อ. “ม.อ. ให้โอกาสเด็กภาคใต้สามารถสอบตรงเข้าเรียน ม.อ.ได้เลย เด็กที่เรียนจบในรุ่นนั้น สมัครสอบกันเกือบทุกคน โดยสามารถเลือกได้ 3 คณะคือ แพทย์
ศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ผมจึงเลือกเรียนแพทย์เพราะมีความท้าทาย และเป็นคนเดียวในจังหวัดตรังที่สอบติดแพทย์ ม.อ.” วินาทีแรกที่เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ชีวิตนักศึกษาเต็มตัว ด้วยรหัสนักศึกษา 20 รุ่นที่ 5 รู้สึกตื่นเต้น มีการปรับเปลี่ยนตัวเองพอสมควร ท่ามกลางบรรยากาศการเปลี่ยนที่เพิ่งผ่านด้านสังคมการเมือง ทำให้เงียบเหงาไม่ครึกครื้น สิ่งแรกที่เข้ามาคือ การอยากหาเพื่อน จึงได้เจอพี่ ๆ น้อง ๆ ใน “ชมรมอาสาพัฒนา” ตั้งแต่เรียนปี 1สมัยนั้นข้อดีของชมรมอาสา นอกจากได้ทำกิจกรรมแล้วยังได้นั่งเล่นที่ “สวนผักอาสา” ปลูกผัก หุงข้าวกินกัน มีความสุข สนุกสนาน รวมถึงการตั้งวงเสวนา เริ่มต้นจากตรงนั้น ได้ใช้ชีวิตในชมรมอาสา พัฒนา และชอบทำกิจกรรม ทำงานอาสา เป็นนักศึกษาที่ปิดเทอมแทบไม่ได้กลับบ้าน กลายเป็น “ชีวิตติดมหา’ลัย” เรียกได้ว่า “บ้ากิจกรรม” อยากเรียนรู้ อยากค้นหาจากการลงมือผ่านกิจกรรมต่าง ๆ


อีกทั้ง ส่วนตัวชอบเล่นดนตรี ได้ร่วมกับเพื่อน ๆ ในคณะแพทย์ตั้งวงดนตรีชื่อ “วงเม็ดทราย” มาจาก Medical Sciesce และ “วงตะเกียง” ร่วมกับเพื่อนๆ คณะอื่นๆ ในมหา’ลัยได้ออกทำกิจกรรมในชุมชนในจังหวัดต่าง ๆ ทำให้มีเพื่อนต่างคณะเยอะ
“ผมเรียนและทำกิจกรรมควบคู่กันไป ผลการเรียนไม่ดีนักในช่วง 4 ปีแรก มีเพื่อนที่ช่วยกันติวทำให้ผ่านวิทยาศาสตร์บัณฑิตมาได้”
จากนั้น เข้าสู่ปี 5-6 เป็นช่วงเข้าคลินิก เรียนหนัก


จึงไม่ได้ทำกิจกรรมอาสา มุ่งมั่นด้านการเรียนจนได้เกียรตินิยมอันดับ 1 แพทยศาสตร์บัณฑิต เรียนจบได้สมัครเป็นอาจารย์ใน ม.อ.และได้เรียนต่อทางด้านศัลยกรรม โรงพยาบาลศิริราช 3 ปี และกลับมาเป็นอาจารย์ 3-4 ปี สอนนักศึกษาแพทย์ จึงตัดสินใจลาออก ย้ายกลับมาอยู่จังหวัดตรัง โรงพยาบาลธนบุรี ตรัง (หรือชื่อเดิม โรงพยาบาลตรังรวมแพทย์) ปี 2532 จนถึงปัจจุบัน


นอกจากทำงานในโรงพยาบาลฯ แล้ว กลับมารื้อฟื้นสังคมในตรัง เช่น สโมสร ชมรม หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพ กีฬา การบำเพ็ญประโยชน์ ชีวิตเลยไม่ว่างเลย เป็นนักกิจกรรมสังคมอยู่ตลอดเวลา เช่น สโมสรโรตารีตรัง มูลนิธิอันดามัน ดำรงตำแหน่ง “ประธานมูลนิธิอันดามัน” สมัยที่ 3 ในช่วงแรกได้เล็งเห็นถึงเห็นความสำคัญฟื้นฟูด้านอาชีพให้ชาวบ้านมีที่อยู่อาศัยดำรงชีพได้ด้วยตัวเอง
ปัจจุบัน ร่วมขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม ดูแลฟื้นฟูชายฝั่ง การประมงพื้นบ้าน การดูแลความไม่เป็นธรรมด้านกฎหมาย สิทธิประโยชน์ชุมชน เป็นเสมือนที่ปรึกษาในหลาย ๆ ด้าน รวมถึงงานเกี่ยวกับ


การอนุรักษ์และปกป้องทรัพยากรธรรมชาติปี 2559 ได้รวบรวมศิษย์เก่า ม.อ. ในจังหวัดตรัง ทั้ง 5 วิทยาเขต ได้แก่ หาดใหญ่ ภูเก็ต ตรัง ปัตตานี และ สุราษฎร์ธานี ก่อตั้ง “ชมรมศิษย์เก่า ม.อ.จังหวัดตรัง” ขึ้นมาใหม่ มีกรรมการกว่า 20 คน ได้รับเลือกเป็นประธานชมรมฯ ตั้งแต่ตอนนั้น ได้พบปะพี่ ๆ น้อง ๆ ศิษย์เก่าทุกปี แต่ห่างหายไปช่วงสถานการณ์โควิดและได้กลับมาเจอกันอีกครั้งในงาน “รวมช่อศรีตรัง”


ชมรมศิษย์เก่า ม.อ.จังหวัดตรัง ได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย เช่น ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ รวมถึงจะสนับสนุนให้น้อง ๆ ที่จบจากวิทยาเขตตรัง ได้พัฒนาให้เป็นสมาคมต่อไป ในฐานะประธานชมรมศิษย์เก่าฯ ได้รับแต่งตั้งจาก ม.อ. วิทยาเขตตรัง ให้เป็นกรรมการหลายส่วนในมหาวิทยาลัย เช่น กรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย, กรรมการวิทยาเขต ฯลฯ
“ได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผลักดันให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในมหาวิทยาลัยมากขึ้น เปิดประตูให้หลายภาคส่วนใช้ศักยภาพของมหาวิทยาลัยได้ง่ายมากขึ้น ถือเป็นแนวทางที่ดีที่วิยาเขตตรังจะเติบโตไปข้างหน้า ในอนาคตอยากเห็น ม.อ. วิทยาเขตตรัง เป็น
มหาวิทยาลัยของคนจังหวัดตรัง”

ม.อ.ฝังซิฟ “นึกถึงผู้อื่นก่อนเสมอ” นพ.ประพนธ์ บอกว่า สิ่งที่ได้จากรั้ว ม.อ. นอกจากด้านวิชาการ การอาชีพ ทำให้ได้เปิดโลกทัศน์
ใหม่ ๆ มองเห็นความลำบากของคนอื่น ๆ ปัญหาของสังคม ทำให้เรามีความคิดว่า เราไม่สามารถอยู่ คนเดียวลำพังได้ โอกาสที่เราออกไปข้างนอกและอยู่ได้อย่างมีความสุข คนรอบตัวต้องมีความสุขด้วย “เราต้องนึกถึงผู้อื่นก่อนเสมอ” หมอพนธ์ กล่าว และว่า
ศิษย์เก่า ม.อ. เสมือนถูกฝังชิปตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยปี 1 ดังพระราชปณิธานของพระราชบิดาที่ว่า “ขอให้ถือผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง”


สิ่งที่ความภูมิใจในฐานะศิษย์เก่า ม.อ. พูดได้เต็มปากว่า “ลูกพระบิดา” เป็นสิ่งที่หล่อหลอมให้เรานึกถึงผู้อื่นก่อนเสมอ ช่วยเหลือผู้อื่น อยากเป็นผู้ให้อยู่ตลอดเวลา ทำให้เรามีความสุขได้ ตามหลักคำสอนของพระราชบิดา เป็นแนวคิดที่ติดตัวเราศิษย์เก่า ม.อ. มาถึงทุกวันนี้
“ทุกวันที่ผมตื่นขึ้นมา เป้าหมายในชีวิตของผมคือ การได้ลงมือทำแล้ว ไม่ต้องตั้งเป้าหมายอะไรมากมาย แค่อย่าไปกดดันตัวเอง ทำหน้าที่ตัวเองให้สำเร็จในแต่ละวัน แค่นี้ก็สำเร็จแล้วในทุกวัน”

ห่วงสิ่งแวดล้อมภาคใต้-ไม่ทิ้งคนตรัง
“ผมมองว่า การพัฒนาภาคใต้สิ่งสำคัญคือ เรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น อากาศ อาหาร อยากให้ทุกคนหันมาใส่ใจดูแลตัวเอง และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม” เริ่มต้นจากการลดขยะ งดสารเคมีที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ช่วยกันดูแลป่าไม้ แม่น้ำ “ถ้าอากาศที่ดี สุขภาพของเราจะดีไปด้วย”
ส่วนจังหวัดตรัง ผมให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย เพราะ “ตรังเป็นเมืองแห่งการกิน” จึงเน้นให้คนตรังสุขภาพดี ผ่านการออกกำลังกาย ส่งเสริมเรื่องกีฬา เช่น ชมรมจักรยาน กิจกรรมการวิ่ง “อาจารย์ผม ท่านอาจารย์ประเสริฐ วศินานุกร อาจารย์ศัลยศาสตร์ ม.อ. สอนไว้ทำให้ผมบอกกับตัวเองเสมอว่า ทำ..ตราบเท่าที่เรามีลมหายใจ อย่าทิ้งคนตรัง”


“ผมจะทำงานจนหยุดหายใจ ไม่เคยคิดเกษียณ ทำให้ตัวเองสุขภาพดีตลอดเวลา ทำของผมไปเรื่อย ๆ ทำจนทำไม่ไหว เป้าหมายคือ ทำทุกวัน สิ่งหนึ่งที่ผมเป็นปฏิเสธไม่เป็น คือจิตอาสา มีความสุขกับการทำตลอดเวลา”
สำหรับการคัดเลือกศิษย์เก่าดีเด่น ม.อ. นพ.ประพนธ์ มองว่าเป็นสิ่งที่ดี และอยากให้นำมาใช้ ให้เป็นประโยชน์ เพื่อช่วยกันพัฒนามหาวิทยาลัย โดยเปิดพื้นที่ให้ศิษย์เก่ากลับมาทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย เช่น กรรมการมหาวิทยาลัยหรือตำแหน่งอื่น ๆ เพราะศิษย์เก่าเหล่านี้มีความพร้อมและมีศักยภาพในการทำงานร่วมกันและพัฒนามหาวิทยาลัยต่อไป
“ไม่ว่าผมไปที่ไหน ผมจะประกาศให้โลกรู้เสมอว่า ผมจบสงขลานครินทร์ ผมเด็ก ม.อ. เพราะเป็นที่ที่สร้างให้ผมมีทุกวันนี้ เป็นความภาคภูมิใจของผม” นพ.ประพนธ์ กล่าว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *