Home » “ สิ่งต่างๆ ถ้าเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวก็จะเกิดความขัดแย้ง ”

“ สิ่งต่างๆ ถ้าเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวก็จะเกิดความขัดแย้ง ”

(นายหัวโฟกัส)

อาจารย์ ภาณุ พิทักษ์เผ่า นักปฏิบัติการปลูกต้นไม้คุณธรรม

            เมื่อปี 2550 อาจารย์ ภาณุ พิทักษ์เผ่า ได้ก่อตั้ง “ศูนย์เรียนรู้คุณธรรมเพื่อเศรษฐกิจพอเพียง” อันเป็นโครงการในสมเด็จพระเทพฯ ตั้งอยู่ หมู่ที่1 ต.บ้านหาร อ.บางกล่ำ จ.สงขลา โดยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ศาสตร์ของพระราชา มาพัฒนาคน “ตลอดเวลา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วภาคใต้ส่งชาวบ้าน รวมทั้งมีนักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป ทั้งส่วนราชการและองค์กรชุมชน โรงเรียนและมหาวิทยาลัยผลัดเปลี่ยนเข้ามาไม่ขาดสาย” อาจารย์กล่าว

กิจกรรมบำบัดรักษา

“คอร์สล้างพิษเพื่อสุขภาพจะมีคนเข้ามาเรื่อยๆ เช่นคนเป็นโรคมะเร็งที่รักษาแพทย์แผนปัจจุบันไม่หาย ก็หันมาแพทย์ทางเลือก เข้าคอร์สสามวันสองคืน จะเห็นว่าก้อนนิ่ว ไขมัน เซลล์มะเร็งจะออกมา คนเป็นโรคสะเก็ดเงินก็ดีขึ้น โรคกรดไหลย้อนก็ไม่ต้องกินยาอีกต่อไป”

“นี่เป็นองค์ความรู้ที่สั่งสมและผมใช้มาตั้งแต่สมัยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ใช้กับคนใกล้ชิดและคนในครอบครัว และทำต่อเนื่อง จนสมัยเป็นเลขาฯของพลตรี จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ผมก็ไปเปิดศูนย์ฯให้กับท่านที่จังหวัดกาญจนบุรี และผมก็กลับมาเปิดที่นี่ องค์ความรู้นี้ก็ต่อเนื่องกันมา คนที่รักษาได้ผลก็บอกต่อกัน เราใช้วิธีการกินสมุนไพรเรียกว่า “Lidtox” คือการงดอาหาร 24 ชั่วโมง กินสมุนไพร ธัญพืช น้ำผลไม้และให้กินโอสถทิพย์ในคืนที่สอง ซึ่งจะไปขับเอาก้อนนิ่ว ก้อนไขมัน ก้อนมะเร็งออกมา นอกจากคนไทยในหลายๆ จังหวัดแล้ว เรามีชาวมาเลเซีย สิงคโปร์และประเทศจีนเข้ามารักษา”

จากอาจารย์มหาวิทยาลัย-ตั้งองค์กร

ผมเรียนจบมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย จนปี 2530 (ขณะอายุ 30 ปี) ผมก็ลาออกเพราะเห็นว่าระบบราชการ ระบบการศึกษาล้มเหลว ผมยกตัวอย่างว่าในมหาวิทยาลัยมีคณะการจัดการสิ่งแวดล้อม วิทยาการจัดการอะไรต่างๆมากมาย แต่ไม่มีคณะ “การจัดการชีวิต” เรียนจบมหาวิทยาลัยแต่ไม่เข้าใจชีวิต ในขณะที่ศาสนาสอนว่าเราเกิดมาทำไมเพื่ออะไรและควรจะทำอะไร เพื่อให้ชาติหน้าเกิดมาเป็นมนุษย์อีก ซึ่งถ้าระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมถึงมหาวิทยาลัยสอนเรื่องเหล่านี้ คนก็จะทำความดี การทุจริตคอรัปชั่นก็น้อยลง การเอารัดเอาเปรียบ หลอกลวงต้มตุ๋นในออนไลน์ก็น้อยลง

ผมสอนไปก็มักจะลงไปพบกับนักศึกษาที่บ้านและพบว่าส่วนใหญ่เป็นหนี้และยากจน ทำเกษตรส่วนใหญ่ก็ใช้ยาฆ่าแมลงยาฆ่าหญ้า ปุ๋ยก็ต้องซื้อ สรุปก็คือพึ่งตัวเองไม่ได้ ก็จนซ้ำซาก ผมก็ศึกษาศาสตร์พระราชา รัชกาลที่ 9 ท่านบอกว่ากินทุกอย่างที่ปลูกปลูกทุกอย่างที่กิน ที่เหลือก็ขาย กินให้หลากหลาย “กินผักพื้นเมืองไม่เปลืองชีวิตกินผักพื้นบ้านต้านมะเร็ง”

คนที่ผ่านหลักสูตรเรา เขาจะมีแนวคิดที่เปลี่ยนไป วันอบรมครั้งสุดท้ายเรายืนประสานมือล้อมวงกัน กำมือที่หัวใจ และร้องพร้อมกันว่า “ได้เวลาเปลี่ยน” สามครั้ง กลับไปบ้านให้ยืนทำที่หน้าบ้านด้วย

กระบวนการอบรมจะสร้างทัศนคติในการมองโลกและชีวิตใหม่ เราต้องพึ่งตัวเองให้ได้ ที่เราเป็นหนี้ยากจนเพราะเราพึ่งคนอื่นตลอด จากที่เคยซื้อปุ๋ยกระสอบพันกว่าบาทก็ได้รู้ว่าการทำปุ๋ยไม่ต้องใช้วัตถุดิบที่ไหนเลย ทั้งมูลสัตว์รำข้าวแกลบมีอยู่ในชุมชน

เรามีวิทยากรสิบกว่าคน เช่นคนทำนาอินทรีย์ประสบความสำเร็จขายข้าวได้ราคาดี คนปลูกผักสลัด คนทำสวนผลไม้ คนเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี ฯลฯ มาถ่ายทอดความรู้ด้วยความสนุกสนาน ส่งต่อความหวัง พลังให้กัน ใช้เวลาในการอบรมหลักสูตรสี่วันสามคืน รวมทั้งโครงการของสมเด็จพระเทพ “โครงการต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง” สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาชั้นป.4-6

เริ่มสนใจการเมือง-สังคม

ตอนเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ผมเรียนมัธยมที่กรุงเทพฯ ก็นุ่งกางเกงขาสั้นไปประท้วงกับเขาด้วย ตอนนั้นเราก็ชอบอ่านหนังสือสนใจเรื่องเศรษฐกิจการเมือง วัฒนธรรม พอเข้าเรียนมหาวิทยาลัยศิลปากร คณะจิตรกรรม และคณะมัณฑนศิลป์ เป็นศิลปะเพื่อชีวิตและสังคม เราก็เป็นนักกิจกรรมทางสังคม ลงท้องถิ่นไปพัฒนาชนบท เป็นครูอาสา การที่เรามีประสบการณ์ชีวิตแบบนี้ มองเห็นปัญหาสังคมประเทศชาติบ้านเมืองก็ถ่ายทอดให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัย ที่เรียนมีเป้าหมายไปเพื่ออะไร ไม่ได้เรียนเพื่อให้ตัวเองเป็นใหญ่เป็นโตมีความก้าวหน้ามีตำแหน่ง เป็นด็อกเตอร์ ฯลฯ แต่เพื่อสร้างประเทศชาติบ้านเมืองนี้

การจะทำให้คนหนุ่มสาวตระหนักถึงความสำคัญของแนวคิดนี้เราต้องสร้างหลักสูตรขึ้นมา ตอนปี 2530 ผมเลยลาออก ในใบลาออกผมเขียนว่า “เหตุผลที่ลาออกเพราะระบบราชการและระบบการศึกษาล้มเหลว” แล้วออกมาสร้างองค์กรของเราซึ่งต่อมาคือ “ศูนย์เรียนรู้คุณธรรมเพื่อเศรษฐกิจพอเพียง” คนที่ผ่านหลักสูตรนี้จะช่วยหล่อหลอมความคิดให้กับเขา กิจกรรมใช้เวลาสามวัน กลางคืนก็มีสุนทรียะเสวนาพูดคุยกันเรื่องชีวิต ครอบครัว สังคม เราจะเดินไปทางไหนมีปัญหาอะไรมาบอกเล่ากัน ช่วยกันปลดทุกข์ ก็ได้เพื่อน ได้ญาติ ได้เครือข่าย “ผมขณะนี้ก็เป็นนายกสมาคมเกษตรอินทรีย์วิถีไทย คนที่ผ่านหลักสูตรของเราก็เป็นเครือข่ายไปขายความคิดต่อในชุมชนท้องถิ่นของเขา”

ผลตอบแทน

สิ่งที่เราได้รับคือความสุข การที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ก็ได้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่ใช่อยู่เพื่อตัวเองให้ตัวเองมีความก้าวหน้ามั่นคง ถ้าเป็นวงวิชาการก็ความก้าวหน้าทางวิชาการ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีการซื้อขายกันได้ “สิ่งต่างๆ ถ้าเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวก็จะเกิดความขัดแย้ง” เพราะศูนย์กลางอยู่ที่ตัวเอง แต่ถ้าศูนย์กลางอยู่ที่สังคมประชาชนคนทุกข์ยากในแผ่นดิน มันก็มีแต่การประสานสัมพันธ์ สร้างมิตรสร้างพี่สร้างน้อง  

สังคมที่เปลี่ยนไป     

ผมคิดว่าทุกวันนี้ทัศนคติของครูบาอาจารย์ก็เปลี่ยนไปในเรื่องของโลกทัศน์และชีวทัศน์ ผมสังเกตสมัยที่อาจารย์ประสาท มีแต้ม อาจารย์เริงชัย ตันสกุล สอนในมหาวิทยาลัย เขาเชิญผมไปสอนพิเศษเพื่อให้ผมได้นำประสบการณ์ไปถ่ายทอดให้กับนักศึกษาคนหนุ่มสาว แต่สมัยนี้เขาไม่เชิญคนอย่างผมเข้าไปแล้ว นี่ความเปลี่ยนแปลง

ผู้โดดเดี่ยว-ความสำเร็จ

สำหรับชีวิตเราที่ดำรงอยู่ คนที่ทำงานเพื่อสังคม ทำงานลักษณะผมอาจจะมีบางส่วนที่โดดเดี่ยว เพราะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป อาจจะอยู่อย่างสิ้นหวังท้อแท้ก็ได้นะ แต่สำหรับผม ผมไม่สิ้นหวัง ไม่ท้อแท้ไม่โดดเดี่ยวเพราะผมมีงานในการสร้างคนพัฒนาคน สร้างเครือข่ายอยู่ตลอดเวลา คนที่เข้ามาก็ได้รับสิ่งที่ดีๆ กลับออกไปก็จะได้ช่วยเหลือสังคมประเทศชาติ

คนหนุ่มสาว

เยาวชนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งช่วยงานผมอยู่ ก็ต้องบอกว่าบางเรื่องเราก็ต้องเรียนรู้จากเขา บางเรื่องเขาก็เรียนรู้จากเรา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และยกตัวอย่างเรื่องของเทคโนโลยี เราก็บอกเขาว่าความรู้เรื่องเทคโนโลยีสามารถช่วยเหลือสังคมได้เช่นกัน เราสามารถช่วยให้เขาค้นพบเป้าหมายในชีวิต ได้สร้างสังคมที่งดงาม

ผมทำ “มูลนิธิจิตอาสาโพธิสัตว์” รณรงค์ให้คนบริจาคเงินวันละ 1 บาทปีละ 365 บาทเพื่อแบ่งปันให้กับคนจน ผมก็เลยมีทุนการศึกษาให้กับเด็กที่ยากจนทั้งพุทธและมุสลิม เพราะเห็นว่าชีวิตเราไม่ได้จบลงที่ตาย พื้นที่ตรงนี้เป็นชื่อของผมที่เราลงทุนสร้างขึ้นมาอย่างเหนื่อยยากผมก็ยกให้เป็นของมูลนิธิฯ ซึ่งเมื่อผมตายแล้วก็จะมีคนรุ่นใหม่มาขับเคลื่อนต่อ สร้างสังคมที่ดีงามสานต่อปณิธานพ่อของแผ่นดิน เรามักร้องเพลง “ต้นไม้ของพ่อ” เราคนไทยทุกคนเป็นต้นไม้ของพ่อ เราต้องช่วยกันสร้างต้นไม้ที่เข้มแข็ง เป็นคนไทยที่เข้มแข็งไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแบ่งปันช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

ชัดเจนการเมือง

ผมเคยร่วมกับพลตรีจำลอง ศรีเมือง ก่อตั้งพรรคพลังธรรม แต่ในที่สุดผมและพลตรีจำลองก็วางมือทางการเมือง เพราะ “การเมืองก็เป็นแบบการเมือง” แต่ผมเชื่อมั่นในการเมืองภาคประชาชน เพราะถ้าเป็นการเมืองในระบบพรรคก็จะมีเรื่องของผลประโยชน์เรื่องของตำแหน่งเข้ามาล่อหลอกมีความขัดแย้งกัน สำหรับผม ผมไม่เชื่อมั่นในระบอบพรรคการเมือง เราจะเลือกคนดีเมื่อถึงเวลา แต่จะไม่ขับเคลื่อนการเมืองในระบบพรรคเพราะเคยทำมาแล้ว

ผมเชื่อในพลังขององค์กรเล็กๆ …small is beautiful.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *